Air Allergy โรคแพ้อากาศ

Air Allergy โรคแพ้อากาศ

Air Allergy โรคแพ้อากาศ

โรคภูมิแพ้เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายเราต่อสารที่ได้รับเข้าไป เช่น ไรฝุ่น  ขนสัตว์เลี้ยงในบ้าน วัชพืช หรือเชื้อรา เป็นต้น

ลักษณะใดถึงเรียกว่าโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้อาจมีอาการได้หลายอย่างแม้ว่าอาการจะดูต่างกัน แต่ก็มีกระบวนการเกิดแบบเดียวกัน ได้แก่
• จมูกอักเสบเนื่องจากการแพ้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คัดจมูก จาม คันจมูก น้ำมูกไหล น้ำมูกไหลลงคอ  อาการดังกล่าวอาจเกิดตามฤดูกาลในช่วงที่มีเกสรดอกไม้มาก ๆ ซึ่งพบได้น้อย หรืออาจมีอาการตลอดทั้งปีก็ได้
• เยื่อบุตาอักเสบเนื่องจากการแพ้ โดยจะมีอาการคันรอบ ๆ ตา หนังตาด้านในแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม
• ผื่นแพ้พันธุกรรม มีอาการคือ ผิวหนังบริเวณข้อศอก หัวเข่าและข้อพับต่าง ๆ มีลักษณะแดง แห้งและคัน มักพบมากในเด็กเล็ก
• ผื่นลมพิษ ผิวหนังมีลักษณะคัน บวม นูนหนา
• อาการแพ้เฉียบพลัน มีอาการหน้าแดง เยื่อบุจมูกบวม คัด เกิดการบวมของเนื้อเยื่ออ่อน
ใต้ผิวหนัง มีผื่นลมพิษ คลื่นไส้อาเจียน หายใจมีเสียงวี๊ด ถ้าเป็นมากอาจมีความดันตก เป็นอันตรายถึงชีวิต

อากาศเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่าแพ้อากาศได้อย่างไร

ผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบจะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวของเยื่อบุจมูก คือจมูกจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ปรับตัวไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนหรือเย็น ความชื้นของอากาศตลอดจนกลิ่นฉุนสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ จึงมักเรียกกันว่า โรคแพ้อากาศ  โรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย พบประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งผู้ป่วยประมาณร้อยละ 70 จะมีอาการก่อนอายุ 30 ปี

จะทราบได้อย่างไรว่ามีปัญหาเรื่องการแพ้อากาศ ลักษณะอาการที่ผิดปกติ

ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก ชอบขยี้จมูกจนเกิดรอยบริเวณสันจมูก
มีเสมหะในคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย และอาจพบอาการคันตา แสบตา น้ำมูกไหล คันหู หูอื้อได้ ผู้ป่วยมักมีอาการดังกล่าวเวลาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และความชื้นในอากาศ

การเป็นหวัดบ่อยเป็นลักษณะของโรคนี้ใช่หรือไม่

โรคนี้อากาศจะต่างจากไข้หวัด กล่าวคือ อาการของไข้หวัดจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ช่วงแรกจะใส ต่อมาจะข้น ระยะเวลาเป็นนาน 3-10 วัน มีไข้หรือไม่มีก็ได้ มีจามบ้างโดยไม่มีอาการคันจมูก ส่วนโรคนี้จะมีอาการคันจมูก ร่วมกับน้ำมูกใส ๆ มีอาการคันตา น้ำตาไหล ไม่มีไข้
ซึ่งส่วนมากมักจะมีอาการมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

ความสำคัญในการพบแพทย์ หรือเมื่อใดควรมาพบแพทย์

ควรพบแพทย์เมื่ออาการเข้าได้กับโรคนี้อากาศดังที่กล่าวมาแล้ว หรือไม่แน่ใจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ เมื่อไปพบแพทย์นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว การตรวจที่ช่วยยืนยันว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ และแพ้อะไรบ้าง คือการทดสอบทางผิวหนังและการตรวจเลือด ซึ่งผลการตรวจเลือดมีค่าใช้จ่ายสู และไม่ทราบผลทันที ปัจจุบันนิยมใช้การตรวจทางผิวหนังเป็นหลัก สามารถช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจมีภาวะแทรกซ้อน คือ โรคไซนัสอักเสบ โรคริดสีดวงจมูก และโรคหอบหืด เป็นต้น

การรักษาในปัจจุบันมีกี่วิธี

หลักการรักษาในปัจจุบันจะมี 3 ลักษณะ คือ

1. การกำจัดและหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

2. การรักษาด้วยยากินและยาพ่นจมูก

3. การฉีดวัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้

สำหรับระยะเวลาในการรักษาไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่าสามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ มากน้อยแค่ไหน หากจำเป็นต้องใช้ยาพ่นจมูก ซึ่งสามารถช่วยลดอาการได้ โดยส่วนมากใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน หรือฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ใช้เวลา 3-5 ปีแล้วแต่บุคคล โรคแพ้อากาศสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นอีก ขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย

วิธีการป้องกัน

การป้องกันต้องอาศัยความร่วมมือทั้งผู้ป่วยและแพทย์ในการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ การดูแลตนเองของผู้ป่วยและดูแลสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมจะช่วยทำให้อาการของโรคทุเลาลงมากจนไม่มีอาการเลย ผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติและอยู่ร่วมในสิ่งแวดล้อมเดียวกับผู้อื่นได้ ถ้าสามารถปฏิบัติตัวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ผลิตภัณฑ์ที่เสริมภูมิคุ้มกัน

Shopping Cart

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
Scroll to Top